The Secret of Beauty

แผลเป็นจากสิว “ร้าย - ลึก”

July 21st, 2008 Posted in ผิวหน้า | No Comments »

‘สิว’… ในชีวิตหนึ่งคงหาคนที่ไม่เคยเป็นสิวได้น้อย ไม่ว่าจะเป็นสิวเสี้ยน สิวผด สิวอักเสบ เพราะมันเกิดขึ้นได้ง่าย ทั้งจากสาเหตุของฮอร์โมน อาหารการกิน สารเคมีจากเครื่องสำอาง การรักษาความสะอาดของผิวหน้า

เมื่อเกิดปัญหาสิว หนุ่มๆ สาวๆ คงจะมีวิธีการรักษาให้หายโดยง่าย และเร็ว อย่างการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์รักษาสิว หรือปรึกษาแพทย์ แต่รู้หรือไม่ว่า สิว อาจทิ้งรอยแผลเป็นที่มีระดับความรุนแรง จนทำให้คุณคิดว่า นี่ไม่ใช่แค่เรื่องสิวๆ!

แผลเป็นจากสิวเกิดขึ้นเพราะ เป็นปฏิกิริยาที่ตอบสนองต่อการหายของแผลหลังจากเกิดการอักเสบ โดยการสร้างเนื้อเยื่อชั้นใต้ผิวหนังขึ้นมามากกว่าปกติ แบ่งเป็น 4 ระดับ

แผลเป็นจากสิวเกรด 1 : มีความรุนแรงน้อยที่สุด เป็นเพียงรอย จุดแดงๆ หรือด่าง เรียบแบน ไม่นูน สังเกตเห็นได้ยาก
แผลเป็นจากสิวเกรด 2 : เป็นจุดนูนเล็ก ลักษณะอ่อนนุ่ม มีจำนวนไม่มาก สังเกตเห็นได้ง่ายกว่าเกรด 1 แต่สามารถใช้การแต่งหน้าปกปิดได้
แผลเป็นจากสิวเกรด 3 : เห็นขอบแผลได้ชัดเจน อาจเป็นทั้งนูน หรือเป็นหลุม มักพบร่วมกับแผลเป็นเกรด 1 ไม่สามารถแต่งหน้าเพื่อปกปิดรอยแผลได้
แผลเป็นจากสิวเกรด 4 : ระดับนี้มีความรุนแรงที่สุด เพราะขอบแผลจะยกนูน หรือเป็นหลุมลึกกว้าง มีลักษณะแข็ง สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน การแต่งหน้าก็ไม่อาจปกปิดรอยแผลเป็นระดับนี้ได้

ทีนี้ลองสังเกตดูว่า รอยแผลเป็นที่เกิดจากสิวบนใบหน้าของคุณอยู่ในระดับใด แล้วมาศึกษาวิธีทางการแพทย์ในการรักษาแผลเป็นนั้น

การรักษาแผลเป็นเกรด 1 : ทำได้ทั้งการใช้เวลาให้หายไปเอง หรือการทาครีมบำรุงผิวที่มีขายตามท้องตลาด บางครั้งอาจใช้วิธีกรอหน้าชนิดตื้น หรือใช้พลังงานแสงรักษา
การรักษาแผลเป็นเกรด 2 : การใช้พลังงานแสงกลุ่มเลเซอร์ ที่ไม่ทำเกิดแผล ยิงเพื่อให้ผิวมีการสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่ หรือฉีดสารคอลลาเจน เติมเต็มส่วนที่เป็นหลุม หรือใช้วิธีการกรอด้วยหัวเข็มตกแต่งบริเวณแผลเป็น
การรักษาแผลเป็นเกรด 3 : เป็นการรักษาที่ค่อนข้างรุนแรง และจะทิ้งรอยแผลหลังการรักษา วิธีนี้จะใช้การกรอผิวชนิดลึก การฉีดสารเติมเต็มในกรณีที่เป็นหลุมลึกกว้าง หรือผ่าตัดโดยการใช้เข็มตัดพังผืดใต้ผิวหนัง
การรักษาแผลเป็นเกรด 4 : การรักษาในระดับนี้จะใช้กับแผลที่เป็นหลุม และไม่เรียบเอามากๆ จะใช้วิธีการดึงหน้า หรือแต้มกรดบางอย่าง รวมทั้งการกรอหน้า และการย้ายไขมันจากส่วนที่มีมากมาฉีดลงมนส่วนที่เป็นหลุม

อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่มักจะมีปัญหาแผลเป็นจากสิวในระดับที่มีความรุนแรงน้อยที่สุด ดังนั้นการรักษาจึงสามารถทำได้ด้วยตนเอง ค่าใช้จ่ายไม่มาก มีผลข้างเคียงหรืออันตรายน้อยกว่าแบบอื่นๆ แต่หากมีปัญหาแผลเป็นในระดับอื่นๆ ที่รุนแรงกว่า ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ หรือตามสถาบัน คลินิกที่ได้รับการรับรองคุณภาพและความปลอดภัยอย่างถูกต้อง เพื่อคุณจะได้รักษาแผลเป็น แก้ปัญหาผิวหน้าอื่นๆ ได้อย่างถูกวิธี และปลอดภัย

ส่วนการดูแลผิวหน้า ถือเป็นการป้องกันการเกิดสิวได้ด้วยตัวคุณเอง เพียงแค่ล้างหน้าสะอาด โดยเลือกใช้ครีมหรือโฟมให้เหมาะกับสภาผิว จากนั้นเช็ดด้วยโทนเนอร์ และทามอยซ์เจอร์ไรเซอร์ทั้งเช้า-เย็น ยิ่งถ้าวันไหนแต่งหน้าควรเช็ดเครื่องสำอางออกให้หมด และล้างให้สะอาด หาเวลาขัดผิวหน้าเพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออกเพื่อทำให้ผิวหน้าสดใส ที่สำคัญต้องไม่ลืมทาครีมกันแดด ป้องกันผิวหมองคล้ำจากรังสียูวีในจากแดดที่ร้อนจ้า

ด้านอาหารการกิน ก็ยังสมารถช่วยลดการเกิดสิวลงได้ เพราะกินอย่างไร ก็จะได้อย่างนั้น จึงควรทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ โดยเฉพาะผักสด ผลไม้ ที่มีสารต่อต้านริ้วรอย การดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อช่วยให้ผิวพรรณชุมชื้น ไม่ดื่มชา กาแฟ เกินวันละ 3 แก้ว เพราะสารคาเฟอีนขัดขวางการดูดซับสารอาหาร ทำให้ผิวหมองคล้ำ และอาจส่งผลต่อสุขภาพผิวในระยะยาว ทั้งยังมีทาร์ และนิโคตินในบุหรี่ ตัวร้ายทำให้ผิวแห้งกร้าน ที่ละเลยไม่ได้ คงจะเป็นการพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ผิวได้ผ่อนคลาย และฟื้นฟูสภาพผิว ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส มีสุขภาพจิตที่ดี จะไม่ทำให้หน้าแก่เกินวัย หรือเหี่ยวเร็ว.

ที่มา เดลินิวส์

สูตรมาส์กหน้า สำหรับผิวที่เป็นสิวง่าย

July 21st, 2008 Posted in ผิวหน้า | No Comments »

Facial Mask
ถ้าผิวของคุณค่อนข้างมัน และมีแนวโน้มจะเป็นสิวได้ง่าย ลองใช้มาส์กแอปเปิลสูตรนี้ดูสิคะ มาส์กนี้จะช่วยลดความมันของผิวซึ่งทำให้เกิดสิวได้ง่าย และยังมีน้ำผึ้ง ซึ่งมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย อันเป็นสาเหตุของสิวอีกด้วย

วิธีการก็คือ สับหรือบดแอปเปิล (หนึ่งลูกขนาดกลาง) ให้ละเอียด จากนั้นผสมกับน้ำผึ้ง 5 ช้อนโต๊ะ แล้วทาส่วนผสมลงบนใบหน้าให้ทั่ว ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น

(Lisa)

เกลียดหน้ามัน แก้ยังไงดี

July 21st, 2008 Posted in ผิวหน้า | No Comments »

ผิวหน้ามันมักเป็นปัญหาของวัยรุ่นจำนวนมาก เป็นเพราะรูขุมขนกว้าง หรือเหงื่อออกมาก บางคนแม้ผ่านวัยรุ่นไปแล้วก็ยังเจอปัญหานี้ ต่อไปนี้คือเทคนิคง่ายๆในการดูแลผิวหน้าด้วยตนเอง

  1. ใช้ผลิตภัณฑ์ขัดผิวหน้า (Scrub) ซึ่งมีส่วนผสมของเม็ดบีดส์  ช่วยขจัดสิ่งสกปรกที่อุดอยู่ตามรูขุมขนให้หลุดลอกออก รวมทั้งขจัดไขมันที่หลั่งจากต่อมไขมันและสะสมอยู่ออก โฟมสครับมีหลายรูปแบบ  เม็ดบีดส์ที่ผสมอยู่ในเนื้อโฟมมีทั้งชนิดที่ได้จากธรรมชาติ  หรือได้จากการสังเคราะห์
  2. ใช้ผลิตภัณฑ์พอกหน้า (Face  mask) อาทิตย์ละ 1 ครั้ง เพื่อดูดซับสิ่งสกปรกและสิวเสี้ยนออก  เช่น  ดินโคลนจากธรรมชาติ  ดินสอพอง เมื่อพอกทิ้งไว้อย่างน้อย15 -30 นาที คุณสมบัติของดินจะดูดซับไขมันและสิ่งสกปรกจากรูขุมขนออกได้ลึก ทำให้ผิวหน้าสะอาดและกระชับ  นอกจากดินโคลนธรรมชาติแล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์ในรูปแบบอื่น  เช่น  แผ่นฟิล์มพอกหน้า ซึ่งมักจะพอกและลอกออกเมื่อแผ่นแห้งแล้ว คุณสมบัตินั้นคล้ายคลึงกัน
  3. ใช้โลชั่นเช็ดหน้าเพื่อกระชับผิวหน้า  โดยเลือกโลชั่นที่มีองค์ประกอบของแอลกอฮอล์น้อยที่สุด แม้แอลกอฮอล์จะช่วยลดความมันบนผิวหน้า  แต่ก็ทำให้ผิวแห้ง ขาดความชุ่มชื้น
  4. เมื่อมีเวลาว่าง  อาจพักผิวหน้าเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ด้วยการพอกหน้าด้วยผลิตภัณฑ์เพิ่มความชุ่มชื้นผิว เช่น แตงกวาหั่นเป็นแว่น  วางบนผิวหน้า หรือเนื้ออโลเวร่าเจลสดซึ่งต้องปอกเปลือกออกให้หมด  ไม่ให้มียางหลงเหลืออยู่ วางบนผิวหน้าอย่างน้อย 15 -30 นาที
  5. ผู้ที่มีเหงื่อมากและมีไขมันหลั่งจากต่อมไขมันมาก  อาจปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อรับประทานยาควบคุมการทำงานของต่อมไขมันและต่อมเหงื่อให้ลดลง  แต่จะเป็นการระงับชั่วคราวเท่านั้น
  6. ควบคุมสิ่งแวดล้อม เช่น สถานที่อยู่อาศัยหรือที่ทำงานอับชื้น  ทำให้ต่อมเหงื่อทำงานหนัก รูขุมขนจะกว้าง
  7. ควบคุมอาหารที่รับประทานมากเกินไป หรือลดการบริโภคอาหารทอดด้วยน้ำมัน
  8. หากยังมีสภาพผิวมันจนรู้สึกเป็นทุกข์  การพบแพทย์ผิวหนังเพื่อกรอผิวหน้าโดยอาศัยอุปกรณ์ทางการแพทย์  เช่น เครื่องกำเนิดแสงเลเซอร์  หรือ  เครื่องกำเนิดแสงชนิดจำกัดคลื่นความถี่  หรือที่เรียกกันว่า  IPL (intense pulse light) ก็เป็นอีกทางเลือกเพื่อกระชับผิวหน้า  เร่งผลัดเซลล์ผิวหน้า  รวมทั้งลบเลือนริ้วรอยให้ตื้นขึ้น

โดย รศ.ดร. พิมลพรรณ  พิทยานุกุล
จากนิตยสาร  “ฉลาดซื้อ”

9 วิธีหนีอ้วน

July 21st, 2008 Posted in รูปร่าง-สัดส่วน | No Comments »

1. นอนหลับให้เต็มอิ่ม
จากการวิจัยของสถาบัน Howard Hughes Medical มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด พบว่ายิ่งคุณนอนน้อยเท่าใด ร่างกายของคุณก็ดูเหมือนว่าจะยิ่งผลิตฮอร์โมน leptin ได้น้อยลงเท่านั้น ซึ่งนั่นก็จะมีผลต่อน้ำหนักตัว เนื่องจาก leptin จะเป็นตัวช่วยกระตุ้นน้ำหนักให้ลดลงได้ถึง 2 ทาง คือ มันจะช่วยลดความอยากในการรับประทานได้ โดยการบอกสมองว่า “นี่! หยุดเคี้ยวซักทีเถอะ อิ่มจนท้องจะแตกอยู่แล้วนะ” และอีกด้านหนึ่งมันก็จะกระตุ้นให้คุณใช้พลังงานมากขึ้นซะอีกด้วย ยิ่งกว่านั้นยังเห็นได้ชัดอีกว่าเมื่อเรานอนน้อยร่างกายก็จะไปต้านการลดลงของน้ำหนัก จากการที่ ghrelin ฮอร์โมนซึ่งทำหน้าที่กระตุ้นความอยากอาหาร จะมีปริมาณสูงกว่าในบรรดาผู้ที่นอนไม่พอ (แต่ถ้าเกิดคุณนอนไม่พอในคืนหนึ่ง ลองพยายามงีบหลับให้ได้ในวันต่อมา เพราะฮอร์โมนจะไปทำให้คุณต้องปิดตาหลับภายใน 24 ชั่วโมงแน่นอน)

2. ปิดวิทยุซะ
คุณรู้มั้ยว่าเวลาตามร้านอาหารต่างๆ ถ้าเขาอยากจะให้ลูกค้าภายในร้านจัดการกับอาหารตรงหน้าให้เสร็จเรียบร้อยแล้วก็รีบออกจากร้านไปโดยเร็วนั้น ทางร้านก็จะเปิดเพลงจังหวะเร็ว (ประมาณ 120-130 จังหวะต่อนาที) ซึ่งหากมองอีกมุมหนึ่งถือว่าเป็นเหตุผลที่ดีนะคะ เพราะว่าจังหวะเพลงที่เร็วนี้จะทำให้คุณใส่ใจกับการรับประทานอาหารตรงหน้ามากขึ้นค่ะ
ฉะนั้นก่อนมื้ออาหารถ้าอยากผอมจงเลือกเอาว่าจะปิดวิทยุของคุณซะ หรือจะบรรเลงใส่แผ่นเพลงเบาๆ ใส่เครื่องเสียงของคุณระหว่างทานอาหารมื้ออร่อย

3. กินให้ครบทุกมื้อ
ข้อนี้สำหรับสาวๆ ที่ชอบอดอาหารมื้อเช้าเพื่อความผอม เพราะเชื่อเถอะค่ะว่าไม่มีประโยชน์หรอก ซ้ำยังทำให้คุณอ้วนขึ้นอีกด้วย ซึ่งก็ไม่แปลกหรอกนะในเมื่อเช้าคุณไม่ได้ทานอะไรด้วยเหตุอยากผอม แต่กลายเป็นว่าตกกลางวันคุณกลับหิวไส้แทบขาด ฉะนั้นไม่ว่าอะไรที่คุณหยิบจับขึ้นมาได้ ก็ขนใส่ปากไปไม่บันยะบันยังซะหมด ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากเหตุผลหลายๆ อย่าง อาทิ เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลง คุณก็จะรู้สึกโหยหาอาหารอย่างแรง ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายค่ะ และด้วยกลไกทางด้านความรู้สึกนึกคิด เมื่อคุณไม่ได้ทานอาหารมื้อเช้า มื้อถัดมาคุณก็จะทานมากขึ้น เพราะคิดว่า “เอาเถอะน่าเมื่อเช้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย ชดเชยซะหน่อยแล้วกัน” ที่สำคัญร่างกายของคุณก็จะยิ่งคิดว่าตอนนี้คุณอยู่ในภาวะขาดอาหาร ฉะนั้นระบบเมตาโบลิซึมของคุณจะค่อยๆ ทำงานช้าลง นั่นแปลว่าการเผาผลาญพลังงานก็จะต่ำลงไปด้วย เข้าใจง่ายๆ ก็ “คราวนี้แหละคุณขา อ้วนแน่ๆ”

4. อย่าเอะอะอะไรก็ใช้รถๆ หัดเดินซะบ้าง
อย่าปฏิเสธว่าข้อนี้ไม่จริงเลย เพราะการใช้รถในแต่ละวันจะเป็นการเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนได้ถึง 6% ต่อชั่วโมง แต่ในทางกลับกันทุกๆ ไมล์ในการเดินของคุณในแต่ละวันจะกลับเป็นการลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนได้ถึง 8 % แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ ง่ายๆ ค่ะ เวลาคุณคุยโทรศัพท์เม้าส์กับเพื่อนสาวเรื่องยัยเพื่อนร่วมงานตัวแสบเนี่ยช่วยได้นะ แค่คุยไปคุยมาแล้วเดินวนรอบห้องเผลอแป๊ปเดียวก็เดินเป็นกิโลๆ
แล้วล่ะยิ่งถ้าเราจะขว้างแคลอรี่ไปไกลๆ จากเราจริงๆ ล่ะก็ เวลาดูทีวีพอถึงช่วงเบรคโฆษณาก็ลุกขึ้นย้ายตัวเองไปรอบๆ บ้าง หรือไม่ก็ลองขึ้นๆ ลงๆ บันไดบ้านนี่ล่ะดู ผลัดกับการเดินเร็วๆ จากห้องหนึ่งไปยังห้องหนึ่งในบ้านดูสิ หรือเด็ดสุดก็อีตอนช้อปปิ้งนี่แหละ เซย์โนลิฟท์และบันไดเลื่อนสิคะ รับรองผอมค่ะ

5. แค่โดนแดดบ้างก็ผอมแล้ว
อย่างงค่ะ คุณคงไม่รู้มาก่อนว่าแสงแดดทำให้ผอมได้ เพราะร่างกายของเราต้องการแสงแดดเหมือนกัน เพื่อไปผลิตฮอร์โมน serotonin ซึ่งมีส่วนในการไปช่วยลดความอยากน้ำตาลและอาหารอย่างอื่นด้วย ดังนั้นเมื่อคุณเริ่มที่จะอยากทานพวกขนุกขนมก็เดินออกไปรับแดดแทนแล้วกัน อืม…แล้วแม้แต่ช่วงอากาศเย็นๆ ก็เถอะหากเปิดผ้าม่าน บานเกล็ด ระหว่างวันซะบ้างก็ยังดีนะ (แต่อย่าอยากขนมมากทั้งวันนะ ไม่งั้นคงต้องไปตากแดดจนมะเร็งผิวหนังถามหาแน่ๆ )

6. อย่าเก็บคุ๊กกี้หรืออาหารอย่างอื่นไว้ในโถแก้ว
เพราะถ้าคุณเก็บอาหารไว้ในที่ๆ ไกลสายตาหน่อย มันก็ง่ายที่จะป้องกันไม่ให้ของอ้วนๆ มาเย้ายวนเรา ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยคอร์แนลได้แนะว่าสาวๆ จะกินของหวานได้มากขึ้นเมื่อเห็นมันจัดวางอยู่บนโต๊ะเด่นชัดสวยงาม ดังนั้นมาลองเก็บของหวานทั้งหลายไว้ในภาชนะทึบแสงหรือไปวางไว้ไกลๆ ตาไกลๆ จมูกจะดีกว่านะคะ

7. วางส้อมลงทุกครั้งที่เคี้ยว
ช่วงเวลา 20 นาที เป็นเวลาที่กระเพาะอาหารจะส่งสัญญาณไปบอกสมองว่าอิ่มแล้ว ดังนั้นเมื่อคุณทานอาหารเร็วเกินไป ร่างกายของคุณก็จะไม่มีเวลาพอที่จะรับรู้ได้ว่าถึงเวลาที่ควรอิ่ม ผลที่ตามมาก็คือคุณทานมากไป การทานช้าลงเท่านั้นค่ะที่ช่วยได้ คุณอาจจะใช้ตะเกียบมาเป็นตัวช่วยในการทานอาหารก็ได้ จะทำให้คุณทานอาหารได้ช้าลง (ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะมัวแต่สาละวนอยู่กับการใช้ตะเกียบให้ถนัดมือ) หรือลองอีกวิธีที่จะทำให้คุณรับรู้ได้ถึงรสอร่อยของอาหารมากขึ้น โดยเคี้ยวแต่ละคำให้ได้เวลาราว 30 วินาที แค่นี้คุณก็จะเห็นได้เลยว่าการทานอาหารช้าๆ ทำให้รับรู้ถึงรสชาติอาหารดีขึ้นและผอมค่ะ

8. เปิดไฟทานอาหาร
ในห้องที่มืดสลัว จะทำให้คุณทานได้มากขึ้น ทำไมน่ะเหรอ คำตอบอยู่ที่ทฤษฎีหนึ่งที่กล่าวไว้ว่าแสงไฟมืดสลัว จะทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและเพลิดเพลินกับการรับประทานมากขึ้น ในทางกลับกันมีการวิจัยว่าเมื่อคุณทานอาหารในห้องที่สว่าง ก็ดูเหมือนว่าคุณจะทานอาหารได้ลดลง

9. แค่โกรธก็อ้วนแล้ว
ถ้าคุณไม่รู้จักระงับอารมณ์คุณก็มีสิทธิ์อ้วนได้ ยังไงน่ะเหรอ ก็เวลาที่คุณเกิดอารมณ์โกรธขึ้นมา ระดับของฮอร์โมน cortisol ในร่างกายก็จะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ จากผลงานวิจัยพบว่าเมื่อคนเราโกรธ และหากยิ่งโกรธถี่ขึ้นเท่าไหร่ นั่นก็ดูเหมือนว่าจะเป็นการเพิ่มน้ำหนักและรอบเอวหนาๆ ในทางอ้อม (แถมยังเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อปัญหาของระบบหัวใจอีกต่างหาก) ดังนั้นคราวหน้าถ้าใครมายั่วอารมณ์คุณ ก็นับ 1-10 สูดหายใจลึกๆ ตั้งสติดีๆ แค่นั้นเอง นึกซะว่าเพื่อผอมๆๆๆ หรือใช้นิ้วโป้งนวดคลึงเบาๆ บริเวณขมับเพื่อการผ่อนคลายก็ได้ค่ะ
(นิตยสาร Health Today)

วิธีบริหารขาก่อนเข้านอน

July 21st, 2008 Posted in รูปร่าง-สัดส่วน | No Comments »

ลดต้นขา

ใครที่รู้ตัวว่าเป็น สาวสวย พลาดไม่ได้ เพราะเรามี เกร็ดความรู้ เคล็ดลับ เทคนิค เรื่องความสวยความงาม เกี่ยวกับการ ออกกำลังกาย วิธีบริหารขาก่อนเข้านอนมาฝากเพื่อนๆ กันด้วย ว่าแต่… จะต้อง ออกกำลังกาย บริหารขาท่าไหนบ้าง ไปอ่าน เกร็ดความรู้ นี้พร้อมๆ กันเลยดีกว่าค่ะ

ใครที่รู้ตัวว่าขาใหญ่ แล้วอยากจะลดความใหญ่ของขาลงล่ะก็ วันนี้เกร็ดความรู้มีวิธีบริหารขาก่อนเข้านอนมาฝากกัน…

วิธีบริหารขาก่อนเข้านอน มีดังต่อไปนี้

  1. นอนหงายกับพื้น หาหมอนรองก้นไว้กันเจ็บ 
  2. ยกขาทั้งสองขึ้น เหยียดให้ตรง ค้างไว้ 2 นาที 
  3. ยังยกขาอยู่ แยกขาออกจากกัน แล้วหุบขาชิด ทำไปมา 20 ครั้ง 
  4. ปั่นจักรยานกลางอากาศสัก 100 ครั้ง
  5. เปลี่ยนท่า นั่งกับพื้น เหยียดขา จากนั้นตีขาไปมากับพื้น 100 ครั้ง 

ถ้าอยากให้ขาเล็กลง ก็ลองปฏิบัติตามวิธีที่แนะนำก็ได้

(Lisa)